(อาจจะ) เหนือกว่าเซบีย่า! บียาร์เรอัล "โบกี้ทีม" ของแมนฯ ยูไนเต็ดในยุโรป
(อาจจะ) เหนือกว่าเซบีย่า! บียาร์เรอัล "โบกี้ทีม" ของแมนฯ ยูไนเต็ดในยุโรป สุดท้ายแล้ว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน หลังจากที่พวกเขาแพ้ เซบีย่า 1-2 ในรอบรองชนะเลิศของศึก ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ฤดูกาล 2019-20 รอบรองชนะเลิศ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา จนทำให้ “ปีศาจแดง” จบซีซั่นแบบมือเปล่า ความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังมีสถิติที่เลวร้ายในการเจอกับ เซบีย่า หากนับเฉพาะเกมที่มีความหมาย (หมายถึงไม่นับรวมเกมอุ่นเครื่อง) ต่อไปด้วย เพราะจาก 3 เกมที่เจอกับ เซบีย่า พวกเขาเสมอ 1 ครั้ง และแพ้ 2 หน โดย 2 เกมก่อนหน้านี้ที่ทั้งคู่เจอกันคือใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย […]
(อาจจะ) เหนือกว่าเซบีย่า! บียาร์เรอัล "โบกี้ทีม" ของแมนฯ ยูไนเต็ดในยุโรป
สุดท้ายแล้ว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน หลังจากที่พวกเขาแพ้ เซบีย่า 1-2 ในรอบรองชนะเลิศของศึก ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ฤดูกาล 2019-20 รอบรองชนะเลิศ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา จนทำให้ “ปีศาจแดง” จบซีซั่นแบบมือเปล่า
ความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังมีสถิติที่เลวร้ายในการเจอกับ เซบีย่า หากนับเฉพาะเกมที่มีความหมาย (หมายถึงไม่นับรวมเกมอุ่นเครื่อง) ต่อไปด้วย เพราะจาก 3 เกมที่เจอกับ เซบีย่า พวกเขาเสมอ 1 ครั้ง และแพ้ 2 หน โดย 2 เกมก่อนหน้านี้ที่ทั้งคู่เจอกันคือใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อฤดูกาล 2017-18

เรื่องนี้ส่งผลให้ เซบีย่า ถูกมองว่าเป็น "โบกี้ ทีม" ของ แมนฯ ยูไนเต็ด มากขึ้นไปอีก โดยคำว่า "โบกี้ ทีม" สื่อถึงทีมที่ถือเป็นทีมแพ้ทางของทีมๆ หนึ่งอยู่เสมอ อารมณ์ประมาณว่าลงเล่นกี่ครั้งก็ไม่เคยได้ผลการแข่งขันที่ดีเลย
อย่างไรก็ตาม ถ้านับเฉพาะการที่ แมนฯ ยูไนเต็ด "ไม่สามารถชนะ" ได้แล้วนั้น เซบีย่า ก็ถือเป็นเพียงอันดับ 2 ในชาร์ตนี้ เพราะ บียาร์เรอัล ทำได้เหนือกว่านั้น จากการที่ไม่แพ้ให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เลย ในการเจอกันในถ้วยยุโรปทั้งหมด 4 หน

ครั้งแรกที่คู่นี้เจอกันคือเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม ดี ฤดูกาล 2005-06 นัดที่ บียาร์เรอัล เปิดรัง ลา เซรามิก้า เจอกับ แมนฯ ยูไนเต็ด โดยมันเป็นเกมแรกของกลุ่ม ดี ด้วย ซึ่งวันนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ส่งทั้ง รุด ฟาน นิสเตลรอย และ เวย์น รูนี่ย์ ยืนเป็นคู่กองหน้าตัวจริง ส่วนแดนกลางก็มี พอล สโคลส์ คอยทำเกมให้
แต่ทั้งที่จัดหนัดจัดเต็มขนาดนั้น แต่ทีมของกุนซือ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กลับเจาะตาข่ายอีกฝ่ายไม่ได้จนทำให้เกมจบลงที่การเสมอกัน 0-0 แม้ว่าหนึ่งในตัวริมเส้นของพวกเขาในเกมนั้นคือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แต่ตอนนั้น โรนัลโด้ ยังไม่ใช่นักเตะที่โชว์ฟอร์มได้ดีเท่าไหร่นัก ถึงกระนั้น ตอนนั้นหลายคนมองว่าการสะดุดเสมอตั้งแต่นัดแรกมันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

นัดที่สองที่ แมนฯ ยูไนเต็ด กับ บียาร์เรอัล เจอกันในฤดูกาลนั้นเป็นเกมที่ 5 ของกลุ่ม ดี เพียงแต่สถานการณ์ต่างกับเกมแรกสุดกู่ ก่อนลงเล่นนัดนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นอันดับ 3 ของกลุ่ม ด้วยการมี 5 คะแนนจากการลงเล่น 4 นัด พวกเขาจำเป็นต้องชนะให้ได้เพื่อทำให้มีโอกาสผ่านเข้าสู่รอบต่อไปสูง
หลายคนมองว่า แมนฯ ยูไนเต็ด น่าจะเก็บชัยชนะได้มากกว่านัดแรกที่เจอกันซะอีก เพราะพวกเขาได้เล่นใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด รังเหย้าของตัวเอง และ 11 ตัวจริงในวันนั้นก็มีทั้ง ฟาน นิสเตลรอย, รูนี่ย์, สโคลส์ และ โรนัลโด้ อยู่ด้วย แต่กลับกลายเป็นว่าเกมจบลงที่การเสมอกันแบบไร้สกอร์อีกหน ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เจอกับความกดดันหนักพอตัวในการลงเล่นนัดสุดท้ายที่ต้องไปเยือน เบนฟิก้า

ท้ายที่สุด แมนฯ ยูไนเต็ด ก็แพ้ เบนฟิก้า 1-2 ทำให้ในฤดูกาลนั้นพวกเขาต้องจบรอบแบ่งกลุ่มของ แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยการเป็น "บ๊วย" ของกลุ่ม ดี ไม่ติดแม้กระทั่งอันดับ 3 ซึ่งจะทำให้ทีมได้ไปเล่น ยูฟ่า คัพ ด้วยซ้ำไป ขณะที่ บียาร์เรอัล เป็นแชมป์กลุ่ม
ทีมของ เฟอร์กูสัน ได้ดวลกับ "เรือดำน้ำสีเหลือง" อีกครั้ง ในฤดูกาล 2008-09 โดยทั้งคู่ถูกจับมาอยู่ในกลุ่ม อี ของศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยกัน ซึ่งเกมแรกที่ทั้ง 2 ทีมดวลกันในวันนั้นก็เป็นนัดประเดิมสนามของกลุ่ม อี ด้วย เพียงแต่คราวนี้มาเตะที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ก่อนบ้าง และทีมของ เฟอร์กูสัน ก็ลงเล่นในฐานะแชมป์เก่าด้วย

วันนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ก็จัดหนักจัดเต็มให้สมกับการเป็นภารกิจป้องกันแชมป์ ด้วยการส่งทั้ง คาร์ลอส เตเวซ และ รูนี่ย์ ล่าตาข่ายร่วมกัน ขณะที่ตรงกลางมีชื่อของ หลุยส์ นานี่, พาร์ค ชี ซอง และ โอเว่น ฮาร์กรีฟส์ รวมอยู่ด้วย ส่วน โรนัลโด้ ที่ตอนนั้นเป็นยอดนักเตะแล้วนั้น มีอาการบาดเจ็บอยู่จนทำให้อดช่วยทีม ถึงกระนั้นหลายคนก็เชื่อว่ามันไม่น่าจะยากเกินไปสำหรับแชมป์เก่าที่จะเก็บ 3 แต้มเต็มได้
น่าเศร้าที่เป็นอีกครั้งที่เกมจบลงด้วยการเสมอกัน 0-0 และมันก็ทำให้ "เร้ด อาร์มี่" บางส่วนกลัวว่าฝันร้ายเมื่อฤดูกาล 2005-06 จะกลับมาอีกครั้ง

การเจอกันครั้งที่สองของทั้งคู่ในฤดูกาล 2008-09 เป็นนัดที่ 5 ของกลุ่ม เหมือนกับซีซั่น 2005-06 แต่หนนี้สถานการณ์มันต่างออกไป เพราะก่อนลงเล่นนัดนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด นำเป็นจ่าฝูงของกลุ่ม และขอแค่ผลเสมอเป็นอย่างน้อยก็จะเพียงพอต่อการเข้ารอบแล้ว อย่างไรก็ตาม เฟอร์กูสัน แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่าต้องการ 3 แต้มกลับออกมาจาก ลา เซรามิก้า เพราะส่งทั้ง รูนี่ย์, โรนัลโด้ และ นานี่ เป็นตัวจริงทั้งหมด ส่วนตัวสำรองก็มีชื่อของ เตเวซ อยู่ด้วย
ถึงกระนั้น มันก็เป็นอีกครั้งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้เพียงผลเสมอกลับบ้าน แถมยังเป็นการเจ๊าแบบไร้สกอร์อีก แน่นอนว่ามันเพียงพอต่อการทำให้พวกเขาเข้ารอบ แต่มันก็ถือเป็นสกอร์ที่น่าผิดหวังไม่น้อยเมื่อดูถึงสภาพทีมที่จัดลงไป

ใช่ นอกจาก แมนฯ ยูไนเต็ด จะไม่สามารถชนะ บียาร์เรอัล ได้เลย จากการเจอกันทั้งหมด 4 นัดแล้วนั้น พวกเขาก็ยังทำประตูใส่ทีมดังจากสเปนไม่ได้เลยด้วย ทำให้ บียาร์เรอัล เป็นเพียง 1 ใน 3 ทีมที่ไม่เคยเสียประตูให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมถ้วยยุโรป โดยอีก 2 ทีมคือ ลาซิโอ กับ ตอร์ปิโด มอสโก เพียงแต่ 2 รายหลังเคยเจอกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมยุโรปแค่ 1 นัดกับ 2 หน ตามลำดับเท่านั้น
แม้ว่าจะไม่ถึงขั้นเอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ ซึ่งต่างกับ เซบีย่า ที่คว่ำ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้แล้ว 2 หน แต่เรียกได้ว่า บียาร์เรอัล ถือเป็นทีมฝันร้ายทีมหนึ่งของ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้เลย และยังไม่รู้ว่าพวกเขาจะมีโอกาสโคจรมาเจอกันอีกครั้งเมื่อไหร่
– เด็กเกร็ดบอล –
