5 แข้งดังประกาศตัวขอย้ายแต่สุดท้ายอยู่ทีมเดิมในช่วง 20 ปีหลัง
5 แข้งดังประกาศตัวขอย้ายแต่สุดท้ายอยู่ทีมเดิมในช่วง 20 ปีหลัง สุดท้ายแล้วมหากาพย์เรื่องอนาคตของ ลิโอเนล เมสซี่ ก็จบลงโดยที่เจ้าตัวประกาศว่าจะอยู่กับทีมต่อไปในฤดูกาล 2020-21 หรือก็คือปีสุดท้ายของสัญญา ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเขาแจ้งกับสโมสรเองว่าต้องการย้ายออกจากทีมตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์นี้เลย การอยู่กับ บาร์เซโลน่า ต่อของ เมสซี่ มันไม่ใช่ว่าเป็นเพราะทีมให้ข้อเสนออะไรที่ถูกใจเขา แต่มันเป็นเหมือนการโดนบีบให้ต้องอยู่กับทีมต่อมากกว่า เพราะ บาร์เซโลน่า ยืนกรานว่าเงื่อนไขที่บอกว่า เมสซี่ สามารถบอกลาทีมแบบไร้ค่าตัวได้ในทุกๆ ช่วงซัมเมอร์มันหมดอายุไปเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนแล้ว ทำให้ทีมที่อยากได้เขาในปีนี้ก็ต้องยอมจ่ายค่าฉีกสัญญาถึง 700 ล้านยูโร ซึ่งมันไม่มีทีมไหนที่ยอมให้เงินมากขนาดนั้น จนทำให้ เมสซี่ ต้องจำใจอยู่กับทีมตอ่ไป ทั้งนี้ ที่จริงแล้วในช่วงที่ผ่านมาก็มีหลายครั้งที่ตอนแรกนักเตะบางคนประกาศเองว่าต้องการย้ายออกจากทีม แต่สุดท้ายก็อยู่กับทีมต่อ ซึ่งวันนี้เราจะมายกตัวอย่างนักเตะชื่อดังสัก 5 คนที่เข้าข่ายนั้นกัน – หลุยส์ ซัวเรซ ในฤดูกาล 2012-13 ซัวเรซ เริ่มแสดงให้เห็นว่าอาจจะเป็นความหวังในการทำให้ ลิเวอร์พูล กลับมายิ่งใหญ่ได้ หลังจากทำประตูได้ถึง 30 ลูกจากการลงเล่น 44 […]
5 แข้งดังประกาศตัวขอย้ายแต่สุดท้ายอยู่ทีมเดิมในช่วง 20 ปีหลัง
สุดท้ายแล้วมหากาพย์เรื่องอนาคตของ ลิโอเนล เมสซี่ ก็จบลงโดยที่เจ้าตัวประกาศว่าจะอยู่กับทีมต่อไปในฤดูกาล 2020-21 หรือก็คือปีสุดท้ายของสัญญา ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเขาแจ้งกับสโมสรเองว่าต้องการย้ายออกจากทีมตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์นี้เลย
การอยู่กับ บาร์เซโลน่า ต่อของ เมสซี่ มันไม่ใช่ว่าเป็นเพราะทีมให้ข้อเสนออะไรที่ถูกใจเขา แต่มันเป็นเหมือนการโดนบีบให้ต้องอยู่กับทีมต่อมากกว่า เพราะ บาร์เซโลน่า ยืนกรานว่าเงื่อนไขที่บอกว่า เมสซี่ สามารถบอกลาทีมแบบไร้ค่าตัวได้ในทุกๆ ช่วงซัมเมอร์มันหมดอายุไปเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนแล้ว ทำให้ทีมที่อยากได้เขาในปีนี้ก็ต้องยอมจ่ายค่าฉีกสัญญาถึง 700 ล้านยูโร ซึ่งมันไม่มีทีมไหนที่ยอมให้เงินมากขนาดนั้น จนทำให้ เมสซี่ ต้องจำใจอยู่กับทีมตอ่ไป
ทั้งนี้ ที่จริงแล้วในช่วงที่ผ่านมาก็มีหลายครั้งที่ตอนแรกนักเตะบางคนประกาศเองว่าต้องการย้ายออกจากทีม แต่สุดท้ายก็อยู่กับทีมต่อ ซึ่งวันนี้เราจะมายกตัวอย่างนักเตะชื่อดังสัก 5 คนที่เข้าข่ายนั้นกัน
– หลุยส์ ซัวเรซ
ในฤดูกาล 2012-13 ซัวเรซ เริ่มแสดงให้เห็นว่าอาจจะเป็นความหวังในการทำให้ ลิเวอร์พูล กลับมายิ่งใหญ่ได้ หลังจากทำประตูได้ถึง 30 ลูกจากการลงเล่น 44 นัดในทุกรายการ โดยในจำนวนนั้นเป็นการทำประตูในลีกถึง 23 ลูกด้วยกัน ต่างกับ 1 ซีซั่นก่อนหน้านั้นที่ทำประตูในลีกได้เพียง 11 ลูกแบบเยอะพอตัว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงซัมเมอร์ ปี 2013 ลิเวอร์พูล ก็ต้องเจอกับข่าวชวนปวดหัวเมื่อ ซัวเรซ ประกาศเองว่าต้องการย้ายออกจากทีม โดยถึงแม้ "หงส์แดง" จะประกาศว่า ซัวเรซ ไม่ได้มีไว้ขาย แต่ดาวเตะชาวอุรุกวัยเล่นพูดเองว่าอยากบอกลาทีมจริงๆ โดยให้เหตุผลว่าทนไม่ไหวที่โดนสื่อตามจับตาแทบทุกฝีก้าวหลังจากที่เจ้าตัวเคยงับ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช "มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับผม โค้ชกับเพื่อนร่วมงานของผมรู้ดีว่าผมได้รับการปฏิบัติที่ไม่ดีจากสื่อ การที่มีปาปารัซซี่อยู่ตามที่ต่างๆ มันทำให้ผมไม่สามารถออกไปอยู่ในสวนของตัวเองหรือไปซูเปอร์มาร์เก็ตได้ด้วยซ้ำ สาเหตุที่ทำให้ผมอยากย้ายทีมมันไม่ใช่เรื่องเงิน มันเป็นเรื่องครอบครัวและภาพลักษณ์ การอยู่ที่นี่มันทำให้ผมไม่รู้สึกผ่อนคลายอีกต่อไปแล้ว"
แม้ว่า ซัวเรซ จะพูดเหมือนอยากไปเล่นในต่างแดน แต่กลับกลายเป็นว่าช่วงซัมเมอร์ของปี 2013 ทีมที่เกือบจะเป็นต้นสังกัดใหม่ของเขาคือ อาร์เซน่อล แต่สุดท้ายมหากาพย์ 40 ล้านปอนด์ บวกกับอีก 1 ปอนด์ ก็ทำให้ ซัวเรซ อยู่กับ ลิเวอร์พูล ต่อไป และมันก็กลายเป็นเรื่องที่ส่งผลดีกับเขา เพราะว่า ซัวเรซ ระเบิดฟอร์มโหดทำไป 31 ประตูจากการลงเล่นในลีก 33 นัด พร้อมกับเกือบทำให้ ลิเวอร์พูล ได้แชมป์ลีก ก่อนที่จะย้ายไปอยู่กับ บาร์เซโลน่า ในช่วงซัมมเอร์ ปี 2014 แล้วประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามกับที่ "อาซูลกราน่า"
– คริสเตียโน่ โรนัลโด้
หลังจาก โรนัลโด้ ระเบิดฟอร์มโหดในฤดูกาล 2007-08 ด้วยการทำไป 42 ประตู จากการลงเล่น 49 นัดในทุกรายการให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวมถึงทำให้ทีมได้ทั้งแชมป์ พรีเมียร์ลีก และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่นนั้น เหล่า "เร้ด อาร์มี่" ก็เชื่อมั่นว่า โรนัลโด้ จะทำให้ทีมประสบความสำเร็จได้เป็นเวลานาน

น่าเศร้าที่ในหัวของ โรนัลโด้ ยังยืนยันความคิดเดิมจากเมื่อปี 2006 นั่นก็คือการที่เขาต้องการย้ายไปอยู่กับ เรอัล มาดริด โดยครั้งหนึ่งในช่วงซัมเมอร์ ปี 2008 เขาถึงขั้นเคยพูดจากปากตัวเองว่าเห็นด้วยกับคำพูดของ เซปป์ แบล็ตเตอร์ ประธาน ฟีฟ่า ในตอนนั้นที่บอกว่าการรั้งตัวนักเตะให้อยู่กับทีมต่อไปทั้งที่ตัวพ่อค้าแข้งอยากย้ายทีมสุดๆ นั้น มันเป็นเหมือน "การกักตัวทาส" ก็มิปาน
"ผมเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูด มันเป็นเรื่องจริง ผมเห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านประธานของ ฟีฟ่า พูด ผมรู้ดีว่าผมต้องการอะไร และผมชอบอะไร เราจะมารอดูกันว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ผมไม่รู้ว่าผมจะเริ่มฤดูกาลหน้าด้วยการเล่นให้กับทีมไหน" โรนัลโด้ ระบุ
ว่ากันว่าในช่วงซัมเมอร์ของปี 2008 โรนัลโด้ เคยไม่พูดกับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อยู่ช่วงหนึ่งด้วย แต่สุดท้าย เฟอร์กูสัน ซึ่ง โรนัลโด้ ยกให้เป็นเหมือนพ่อคนที่ 2 ของตัวเอง ก็สามารถเกลี้ยกล่อมให้ดาวเตะชาวโปรตุกีสอยู่กับทีมในฤดูกาล 2008-09 ต่อได้ โดยที่ เฟอร์กูสัน ให้สัญญาเองว่าพอถึงช่วงซัมเมอร์ ปี 2009 เขาจะยอมขาย โรนัลโด้ ให้กับ มาดริด แน่นอน ซึ่งส่วนหนึ่งที่ เฟอร์กูสัน ทำแบบนั้นเป็นเพราะไม่พอใจกับการปฏิบัติของ ราม่อน กัลเดร่อน ประธาน มาดริด จนตัดสินใจเด็ดขาดว่าให้ตายยังไงก็จะไม่ขายลูกรักคนนี้ให้ กัลเดร่อน แน่นอน
สุดท้ายแล้ว โรนัลโด้ ก็ได้แชมป์ลีก, ลีก คัพ และแชมป์สโมสรโลกร่วมกับ แมนฯ ยูไนเต็ด เพิ่มอย่างละ 1 สมัย ก่อนที่จะได้ย้ายไปอยู่กับ มาดริด ในปี 2009 จริงๆ โดยที่ตอนนั้น ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ขึ้นมาเป็นประธานของ มาดริด เรียบร้อย
– จานลุยจิ ดอนนารุมม่า
ดอนนารุมม่า ถือเป็นนายทวารดาวรุ่งพุ่งแรงที่ เอซี มิลาน ภาคภูมิใจ และคาดหวังว่าจะกลายเป็นกำลังหลักให้ทีมได้เป็นเวลานาน หลังจากที่หลายคนถึงขั้นยกให้เขาเป็น "นิว จานลุยจ บุฟฟ่อน" ด้วยซ้ำ แต่เมื่อปี 2017 ดอนนารุมม่า แสดงเจตนารมณ์ว่าไม่ต้องการอยู่กับทีมที่ปลุกปั้นเขามา แล้วไปตามหาความสำเร็จกับทีมอื่น

ดอนนารุมม่า จริงจังกับการย้ายทีมจนถึงขั้นไม่ต่อสัญญากับ มิลาน โดยถึงขั้นให้ มิโน่ ไรโอล่า เอเยนต์ของเขาไปแจ้งกับ มิลาน ด้วยว่านั่นเป็นการตัดสินใจขั้นเด็ดขาดของเขาแล้ว ซึ่งมันก็ทำให้ ดอนนารุมม่า มีข่าวกับหลายทีมในทวีปยุโรปตามไปด้วย
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเรื่องนี้ทำให้แฟนบอล มิลาน หลายคนเดือดดาลอย่างมาก จนถึงขั้นมีคนเคยโยนธนบัตรปลอมใส่เขาในเกมที่เจ้าตัวลงเล่นให้ทีมชาติอิตาลีรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปีด้วย ก่อนที่ไม่นานหลังจากนั้น ดอนนารุมม่า จะต่อสัญญากับ มิลาน เป็นเวลา 4 ปี และยังอยู่กับทีมมาจนถึงปัจจุบัน
– เวย์น รูนี่ย์
"ผมได้เข้าพบ เดวิด กิลล์ (ประธานบริหาร แมนฯ ยูไนเต็ด ในตอนนั้น) และเขาก็ไม่ได้ทำให้ผมมั่นใจได้ว่าทีมจะมีขุมกำลังในอนาคตที่ดีตามที่ผมเรียกร้อง ผมบอกเขาไปแล้วว่าผมจะไม่เซ็นสัญญาฉบับใหม่" นั่นคือสิ่งที่ รูนี่ย์ เคยพูดเมื่อช่วงเดือนตุลาคม ปี 2010 มันเป็นการแสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่าต้องการบอกลา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

จะว่าไปแล้วสถานการณ์ของ รูนี่ย์ ในตอนนั้นก็คล้ายกับ เมสซี่ ในปีนี้เป๊ะ เพราะสาเหตุหลักที่ทำให้ รูนี่ย์ อยากย้ายทีมเป็นเพราะไม่พอใจกับแนวทางการทำทีมของบอร์ดบริหารในชุดนั้น รูนี่ย์ อยากได้แชมป์มากกว่าที่ทำได้ในตอนนั้น และการที่ทีมดูไม่จริงจังกับการพัฒนาขุมกำลังมันก็ทำให้เขากังขาถึงความทะเยอทะยานของทีม
มันไม่น่าแปลกใจเลยที่ รูนี่ย์ จะคิดแบบนั้น เพราะในฤดูกาล 2009-10 แมนฯ ยูไนเต็ด ชวดแชมป์ลีก ขณะที่ในช่วงซัมเมอร์ ปี 2010 พวกเขาก็เสริมทัพด้วยการเอาแค่ คริส สมอลลิ่ง, ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ "ชิชาริโต้", มาร์นิค เวอร์มิจ์ล และ เบเบ้ มาร่วมทีมเท่านั้น ซึ่งดูแล้วทั้งหมดไม่น่าจะทำให้ทีมแข็งแกร่งขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม ในอีกไม่กี่วันหลังจากนั้น รูนี่ย์ ก็เซ็นสัญญาฉบับใหม่กับทีมเป็นเวลา 5 ปี ก่อนที่ในซีซั่น 2010-11 แมนฯ ยูไนเต็ด จะได้แชมป์ลีกไปครอง
ที่จริงในปี 2013 รูนี่ย์ เคยคิดที่จะบอกลา แมนฯ ยูไนเต็ด อีกรอบ ด้วยการยื่นเรื่องขอขึ้นบัญชีย้ายทีม แต่สุดท้าย รูนี่ย์ ก็เปลี่ยนใจอยู่กับทีมต่อ และเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด จนถึงปี 2017
– สตีเว่น เจอร์ราร์ด
เจอร์ราร์ด ตกเป็นข่าวย้ายทีมอย่างหนักในปี 2005 โดยที่ตอนนั้น เชลซี พยายามไล่ล่าตัวเขาอย่างสุดชีวิต "สิงโตน้ำเงินคราม" ถึงขั้นเคยยื่นข้อเสนอขอซื้อเขาด้วยค่าตัว 32 ล้านปอนด์ด้วย ซึ่ง ลิเวอร์พูล ปฏิเสธไปทันควันจนทำให้ "เดอะ ค็อป" เบาใจได้ว่ามันไม่น่าจะเกิดเรื่องชวนปวดหัวขึ้น

ถึงกระนั้น ไม่นานหลังจากนั้น เจอร์ราร์ด ก็เข้าพบกับบอร์ดบริหารของสโมสรเพื่อแจ้งว่าเขาต้องการย้ายออกจากทีม โดยที่เจ้าตัวบอกว่า "นี่เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากที่สุดเท่าที่ผมเคยทำมา" ส่วน ริค พาร์รี่ ประธานบริหารของ ลิเวอร์พูล ในตอนนั้นก็ส่งสัญญาณว่ายอมแพ้แล้วด้วยการบอกว่า "เขาตัดสินใจอย่างชัดเจนแล้วว่าต้องการย้ายออกจากทีม ผมคิดว่ามันเป็นการตัดสินใจขั้นเด็ดขาดแล้ว"
เป็นที่เชื่อกันว่าต้นเหตุที่ทำให้ เจอร์ราร์ด อยากย้ายทีมในตอนนั้นเป็นเพราะเขาผิดหวังที่สโมสรไม่สนใจคุยเรื่องต่อสัญญากับเขา อย่างไรก็ตาม ในอีกไม่นานหลังจากนั้น เจอร์ราร์ด ก็เปลี่ยนใจอีกครั้ง เขาตัดสินใจต่อสัญญากับทีม โดยครั้งหนึ่งเขาถึงขั้นพูดด้วยว่ายอมได้เหรียญแชมป์ พรีเมียร์ลีก กับ ลิเวอร์พูล แค่เหรียญเดียว ยังดีกว่าการได้เหรียญแชมป์หลายเหรียญกับ เชลซี เพราะมันจะมีความหมายกับเขามากกว่า แม้ว่า เจอร์ราร์ด จะไม่ได้เหรียญแชมป์ลีก แต่ความรักที่ "เดอะ ค็อป" มีให้เขามันก็ล้นหลามจนแทบจะยิ่งใหญ่ๆ พอกับเหรียญแชมป์ลีก หรืออาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ
– เด็กเกร็ดบอล –
