จุดแตกต่างอันใหญ่หลวงระหว่าง แมนฯ ซิตี้ กับ 2 ผู้ตาม
จุดแตกต่างอันใหญ่หลวงระหว่าง แมนฯ ซิตี้ กับ 2 ผู้ตาม ถึงแม้ศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2021-22 จะเพิ่งเล่นกันมาได้ราวครึ่งทาง แต่หลายคนกลับพูดว่าการลุ้นแชมป์มันจบลงแล้ว จากการที่ตอนนี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นำเป็นจ่าฝูงด้วยผลงาน 53 คะแนนจากการลงเล่น 21 นัด ขณะที่ เชลซี กับ ลิเวอร์พูล ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกยกให้เป็น 2 ทีมที่อาจจะขับเคี่ยวลุ้นแชมป์กับ “เรือใบสีฟ้า” ได้อย่างสูสีนั้น ตามหลัง แมนฯ ซิตี้ มากถึง 10 คะแนนกับ 11 แต้ม ตามลำดับ แน่นอน ลิเวอร์พูล ยังลงเล่นน้อยกว่าทั้ง แมนฯ ซิตี้ และ เชลซี อยู่ 1 เกม แต่หลายคนก็มองว่าต่อให้ ลิเวอร์พูล จะเก็บชัยชนะในนัดตกค้างได้ แต่มันก็มีโอกาสน้อยพอตัวที่พวกเขาจะไล่ตาม แมนฯ […]
จุดแตกต่างอันใหญ่หลวงระหว่าง แมนฯ ซิตี้ กับ 2 ผู้ตาม
ถึงแม้ศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2021-22 จะเพิ่งเล่นกันมาได้ราวครึ่งทาง แต่หลายคนกลับพูดว่าการลุ้นแชมป์มันจบลงแล้ว จากการที่ตอนนี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นำเป็นจ่าฝูงด้วยผลงาน 53 คะแนนจากการลงเล่น 21 นัด ขณะที่ เชลซี กับ ลิเวอร์พูล ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกยกให้เป็น 2 ทีมที่อาจจะขับเคี่ยวลุ้นแชมป์กับ “เรือใบสีฟ้า” ได้อย่างสูสีนั้น ตามหลัง แมนฯ ซิตี้ มากถึง 10 คะแนนกับ 11 แต้ม ตามลำดับ
แน่นอน ลิเวอร์พูล ยังลงเล่นน้อยกว่าทั้ง แมนฯ ซิตี้ และ เชลซี อยู่ 1 เกม แต่หลายคนก็มองว่าต่อให้ ลิเวอร์พูล จะเก็บชัยชนะในนัดตกค้างได้ แต่มันก็มีโอกาสน้อยพอตัวที่พวกเขาจะไล่ตาม แมนฯ ซิตี้ ได้ทัน เพราะประเด็นก็คือทีมของกุนซือ โจเซป กวาร์ดิโอล่า เป็นทีมที่พลาดเองน้อยมากๆ ในฤดูกาลนี้

ทั้งนี้ สถิติมันเป็นสิ่งที่ตอกย้ำถึงเรื่องนั้นมากขึ้นไปอีก เชื่อหรือไม่ว่าจากการลงเล่นเกมลีกทั้งหมด 21 นัดในฤดูกาลนี้นั้น แมนฯ ซิตี้ เป็นฝ่ายขึ้นนำคู่แข่ง 17 ครั้ง และไม่เคยพลาดท่าโดนแซงได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว นั่นก็คือพวกเขาเก็บได้ 51 แต้มเต็มเมื่อเป็นฝ่ายขึ้นนำไปก่อน
ในทางกลับกัน เชลซี กับ ลิเวอร์พูล รักษาสกอร์ไม่ได้จนทำแต้มหล่นในเกมที่พวกเขาเป็นฝ่ายขึ้นนำไปถึง 11 คะแนน กับ 10 แต้ม ตามลำดับ ทั้งที่จริงๆ แล้วทั้งคู่ก็มีจำนวนเกมที่ขึ้นนำคู่แข่งจนอยู่ในจุดที่มีโอกาสชนะสูง 17 เกมเท่ากับ แมนฯ ซิตี้ เป๊ะ

สำหรับ เชลซี นั้น จากเกมที่พวกเขาเป็นฝ่ายขึ้นนำทั้งหมด 17 เกม ลูกทีมของ โธมัส ทูเคิ่ล รักษาสกอร์จนเก็บชัยชนะไปได้ 12 หน ส่วนที่เหลือแบ่งเป็นการเสมอ 4 เกมกับแพ้ 1 นัด ขณะที่ของ ลิเวอร์พูล ก็เก็บ 3 แต้มในท้ายที่สุดได้ 12 เกมเช่นกัน โดยที่เหลือ 5 นัดเป็นการเสียประตูจนได้เพียงผลเสมอทั้งหมด ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือนัดล่าสุดที่พวกเขานำ เชลซี ไปก่อน 2-0 แต่สุดท้ายได้แค่ผลเสมอ 2-2 นั่นเอง

ทั้งนี้ ตลอดทั้งฤดูกาลก่อนนั้น ลิเวอร์พูล ทำแต้มหล่นไปทั้งหมด 15 คะแนน หรือก็คือแค่ตอนนี้พวกเขาก็ทำพลาดด้านนี้เกือบจะเท่ากับตลอดทั้งฤดูกาลก่อนแล้ว ขณะที่ของ เชลซี อาการหนักกว่า เพราะตลอดทั้งซีซั่น 2020-21 พวกเขาทำแต้มหล่น 10 คะแนน น้อยกว่าที่ทำไปในซีซั่นนี้ด้วยซ้ำ ในทางตรงกันข้าม ตรงจุดนี้ต้องบอกว่า กวาร์ดิโอล่า แก้ไขทีมของตัวเองได้ดี เพราะตลอดทั้งฤดูกาลก่อน แมนฯ ซิตี้ ทำแต้มหล่นทั้งที่เป็นฝ่ายขึ้นนำไปก่อนถึง 13 คะแนนเลยทีเดียว

สำหรับเกมที่ เชลซี ทำพลาดทั้งที่ไม่น่าจะพลาดนั้น มีอย่างเช่นวันที่พวกเขาเสมอกับ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 1-1 เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งสาเหตุสำคัญเป็นเพราะพวกเขาไปเปิดช่องให้ ไบรท์ตันฯ เล่นกันง่ายเกินไปภายหลังขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 28 จาก โรเมลู ลูกากู จนในวันนั้น ไบรท์ตันฯ ถึงขั้นมีจังหวะลุ้นประตูมากกว่า เชลซี ด้วยซ้ำ
ขณะที่ของ ลิเวอร์พูล นั้น การเสมอกับ เชลซี มันน่าชอกช้ำใจมากพอๆ กับวันที่พวกเขาเสมอกับ เบรนท์ฟอร์ด 3-3 ทั้งที่ได้ขึ้นนำไป 2-1 และ 3-2 หรือเกมที่ทำได้เพียงเปิดรัง แอนฟิลด์ เสมอกับ ไบรท์ตันฯ 2-2 ทั้งที่นำห่าง 2 ลูกตั้งแต่ 24 นาทีแรกของเกมเลย

ในทางตรงกันข้าม ถึงแม้ แมนฯ ซิตี้ ของ กวาร์ดิโอล่า จะขึ้นชื่อลือชาเรื่องเกมรุก แต่เมื่อต้องเล่นแบบรักษาสกอร์แล้วนั้นพวกเขาก็ทำได้เด็ดขาดพอตัว อย่างเช่นวันที่เจอกับ เบรนท์ฟอร์ด ที่พวกเขาได้ประตูขึ้นนำจาก ฟิล โฟเด้น ตั้งแต่นาทีที่ 16 ก่อนที่จะปิดเกมได้ด้วยสกอร์นั้น หรือวันที่นำ แอสตัน วิลล่า ไปก่อน 2-0 ตั้งแต่ครึ่งแรก ก่อนจะชนะด้วยสกอร์ 2-1 เป็นต้น
แน่นอน การเปิดเกมรุกใส่คู่แข่งแบบเต็มที่คือ "เกมรับที่ดี" แบบหนึ่ง แต่บางครั้งการเล่นแบบรัดกุมเพื่อรักษาสกอร์ก็ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย และมันก็เป็นสิ่งที่ทำให้ตอนนี้ แมนฯ ซิตี้ ทิ้งห่างคู่แข่งได้แบบไกลพอตัวไปด้วย
– เด็กเกร็ดบอล –
