เด็ดพอๆ กัน! เกร็ดน่ารู้ของรอบตัดเชือก ชปล. 2021-22

เด็ดพอๆ กัน! เกร็ดน่ารู้ของรอบตัดเชือก ชปล. 2021-22 ในที่สุดเราก็ได้ 4 ทีมที่จะชิงชัยกันในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากเมื่อวันพุธที่ 13 เมษายน ที่ผ่านมา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล สามารถผ่าน แอตเลติโก มาดริด กับ เบนฟิก้า คู่แข่งในรอบก่อนรองชนะเลิศของพวกเขาเองมาได้ ตามลำดับ     อย่างที่รู้กันดีว่าการที่บทสรุปในรอบก่อนรองชนะเลิศออกมาเป็นแบบนี้ทำให้ โจเซป กวาร์ดิโอล่า กลายเป็นกุนซือที่ได้เข้าถึงรอบรองชนะเลิศของ แชมเปี้ยนส์ ลีก มากที่สุด ที่จำนวน 9 ฤดูกาล ขณะที่ ลิเวอร์พูล ก็กลายเป็นทีมจากเกาะอังกฤษที่มาถึงรอบนี้ได้มากที่สุดเท่ากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่จำนวน 12 สมัย อย่างไรก็ตาม มันยังมีเกร็ดอื่นๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับรอบตัดเชือกของ แชมเปี้ยนส์ ลีก หนนี้ด้วย     – ศึกระหว่าง […]


เด็ดพอๆ กัน! เกร็ดน่ารู้ของรอบตัดเชือก ชปล. 2021-22

เด็ดพอๆ กัน! เกร็ดน่ารู้ของรอบตัดเชือก ชปล. 2021-22

ในที่สุดเราก็ได้ 4 ทีมที่จะชิงชัยกันในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากเมื่อวันพุธที่ 13 เมษายน ที่ผ่านมา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล สามารถผ่าน แอตเลติโก มาดริด กับ เบนฟิก้า คู่แข่งในรอบก่อนรองชนะเลิศของพวกเขาเองมาได้ ตามลำดับ

    อย่างที่รู้กันดีว่าการที่บทสรุปในรอบก่อนรองชนะเลิศออกมาเป็นแบบนี้ทำให้ โจเซป กวาร์ดิโอล่า กลายเป็นกุนซือที่ได้เข้าถึงรอบรองชนะเลิศของ แชมเปี้ยนส์ ลีก มากที่สุด ที่จำนวน 9 ฤดูกาล ขณะที่ ลิเวอร์พูล ก็กลายเป็นทีมจากเกาะอังกฤษที่มาถึงรอบนี้ได้มากที่สุดเท่ากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่จำนวน 12 สมัย อย่างไรก็ตาม มันยังมีเกร็ดอื่นๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับรอบตัดเชือกของ แชมเปี้ยนส์ ลีก หนนี้ด้วย

    – ศึกระหว่าง 2 ชาติ
    ด้วยความที่ แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นการเอาสโมสรจากชาติต่างๆ ทั่วทวีปยุโรปมาดวลฝีเท้ากัน ทำให้มันเป็นเรื่องยากพอตัวที่ชาติใดชาติหนึ่งจะมีตัวแทนทะลุมาไกลถึงรอบรองชนะเลิศได้มากกว่า 1 ทีม แต่กลับกลายเป็นว่าหนนี้มีตัวแทนจาก อังกฤษ และ สเปน ชาติละ 2 ทีมที่มาถึงรอบนี้ได้ แถมยังเป็นการดวลระหว่างทีมจากอังกฤษกับทีมจากสเปนทั้ง 2 คู่ด้วย นั่นคือการที่ ลิเวอร์พูล ต้องเจอกับ บียาร์เรอัล และ แมนฯ ซิตี้ ที่ต้องเผชิญหน้ากับ เรอัล มาดริด

 

เด็ดพอๆ กัน! เกร็ดน่ารู้ของรอบตัดเชือก ชปล. 2021-22

 

    ดังนั้นนี่จึงถือเป็นครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์ของการแข่ง แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่รอบรองชนะเลิศจะเป็นการเผชิญหน้ากันของ 2 สโมสรจาก 2 ประเทศ โดยหนแรกเกิดขึ้นเมื่อฤดูกาล 2012-13 โดยครั้งนั้นแบ่งเป็นคู่ของ บาเยิร์น มิวนิค กับ บาร์เซโลน่า และ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่เจอกับ เรอัล มาดริด ซึ่งสุดท้าย 2 ทีมจากเมืองเบียร์ได้รับชัยชนะทั้งคู่ ก่อนที่ บาเยิร์น จะได้แชมป์ไปครอง

 

เด็ดพอๆ กัน! เกร็ดน่ารู้ของรอบตัดเชือก ชปล. 2021-22

 

    สำหรับอีกครั้งหนึ่งนั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อฤดูกาล 2019-20 โดยครั้งนั้นเป็น บาเยิร์น ที่เจอกับ โอลิมปิก ลียง ส่วนอีกคู่ของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง กับ แอร์เบ ไลป์ซิก ซึ่งหนนี้ต่างกับครั้งแรกเพราะทีมจากเยอรมนีและฝรั่งเศสแบ่งกันชนะละ 1 คู่ จากการที่ บาเยิร์น ทุบ ลียง 3-0 ส่วน ปารีสฯ คว้าชัยเหนือ ไลป์ซิก ด้วยสกอร์เดียวกัน และท้ายที่สุด "เสือใต้" ก็พิชิต "เปแอสเช" ในรอบชิงดำได้

    – คนเดียวที่ยังไม่เคยสัมผัสถ้วยบิ๊กเอียร์
    ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าทั้ง เจอร์เก้น คล็อปป์, โจเซป กวาร์ดิโอล่า, คาร์โล อันเชล็อตติ รวมถึง อูไน เอเมรี่ ต่างก็เป็นกุนซือฝีมือดีกับการที่พวกเขาพาทีมมาถึงรอบรองชนะเลิศได้แม้ว่าจะต้องเจอกับด่านที่หนักอึ้งในรอบที่ผ่านๆ มาก็ตาม

 

เด็ดพอๆ กัน! เกร็ดน่ารู้ของรอบตัดเชือก ชปล. 2021-22

 

    อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มนี้นั้น เอเมรี่ ต่างไปจากเพื่อนเพราะเขาคือคนเดียวที่ยังไม่เคยได้ลิ้มลองความยิ่งใหญ่ของการเป็นแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฐานะกุนซือ โดย อันเชล็อตติ เคยสัมผัสกับบรรยากาศแบบนั้นมา 3 หน ตามด้วย กวาร์ดิโอล่า ที่เคยได้แชมป์ 2 ครั้ง ส่วน คล็อปป์ เคยผ่านการชูถ้วยบิ๊กเอียร์มา 1 รอบ

    ถึงกระนั้น ถ้าจะบอกว่า เอเมรี่ ด้อยประสบการณ์กว่าคนอื่นๆ มันก็คงไม่สามารถพูดได้แบบเต็มปาก เพราะเขาก็มีดีกรีเป็นแชมป์ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก มาถึง 4 สมัยเหมือนกัน

    – คล็อปป์ กับเส้นทาง 100 เปอร์เซ็นต์ ?
    ตลอดเวลาที่ผ่านมาเยอรมนีผลิตกุนซือชั้นยอดออกมาหลายต่อหลายคน คล็อปป์ เองก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยตอนนี้มันเท่ากับว่าเขาเป็นกุนซือชาวเยอรมันที่จะได้สัมผัสกับรอบตัดเชือกของ แชมเปี้ยนส์ ลีก มากที่สุด ที่จำนวน 4 ฤดูกาล เท่ากับที่ อ็อตมาร์ ฮิตซ์เฟลด์ และ จุ๊ปป์ ไฮย์เกส เคยทำเอาไว้

 

เด็ดพอๆ กัน! เกร็ดน่ารู้ของรอบตัดเชือก ชปล. 2021-22

 

    ทั้งนี้ 3 หนก่อนหน้านี้ที่ คล็อปป์ มาถึงรอบตัดเชือกของ แชมเปี้ยนส์ ลีก นั้น เขาสามารถพาทีมไปถึงรอบชิงชนะเลิศได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นฤดูกาล 2012-13, 2017-18 และแน่นอน ซีซั่น 2018-19 ที่เขาได้แชมป์กับ ลิเวอร์พูล ต้องจับตาดูว่าเขาจะรักษาสถิติ 100 เปอร์เซ็นต์เอาไว้ได้หรือไม่

    – เกมรุกดีทั้งหมด
    สำหรับแฟนบอลแล้วนั้นพวกเขาย่อมอยากดูเกมบุกที่น่าตื่นตาตื่นใจเป็นธรรมดา ซึ่งในรอบตัดเชือกของ แชมเปี้ยนส์ ลีก หนนี้ มันก็มีโอกาสสูงที่พวกเขาจะไม่ผิดหวัง เพราะทั้ง 4 ทีมต่างก็ทประตูได้มากเป็นลำดับต้นๆ ของรายกร แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นนี้ ไม่ว่าจะเป็น ลิเวอร์พูล ที่ทำประตูได้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของรายการที่จำนวน 25 ประตู, แมนฯ ซิตี้ ซึ่งตามมาเป็นที่ 3 ด้วยจำนวน 24 ลูก และ เรอัล มาดริด ที่ครองอันดับ 4 ร่วมด้วยผลงาน 22 ประตู

 

เด็ดพอๆ กัน! เกร็ดน่ารู้ของรอบตัดเชือก ชปล. 2021-22

 

    สำหรับ บียาร์เรอัล นั้น แม้ว่าชื่อชั้นจะเป็นรองอีก 3 ทีม แต่เกมรุกของพวกเขาก็น่าประทับใจอย่างมากเพราะทีมของ เอเมรี่ ทำไปแล้ว 18 ประตู จนกลายเป็นทีมที่ยิงในรายการนี้ได้มากที่สุดเป็นอันดับ 7 และในบรรดา 4 ทีมนี้นั้น "เรือดำน้ำสีเหลือง" ก็เป็นทีมเดียวที่ทำประตูในรอบน็อกเอาต์ของ แชมเปี้ยนส์ ลีก ประจำฤดูกาลนี้ได้ครบทุกนัดด้วย

    
    – เด็กเกร็ดบอล –

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *